AUTO THAILAND's Fan Box

AUTO THAILAND on Facebook

Facebook Fanpage QR Code

qrcode

เจอกันที่ใหม่ จัดเต็มกว่าเดิม!

๐๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

Test Riding:Honda Scoppy-i ฟีโน่ในร่างของฮอนด้า

Test Riding:Honda Scoppy-i ฟีโน่ในร่างของฮอนด้า

นี่หรือ! ออโต้หัวฉีดรุ่นใหม่ของฮอนด้า? นี่คือคำถามแรกที่เกิดขึ้นจากหัวสมองผม
หลังจากเจอHonda Scoppy-i ครั้งแรกนั้นก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น

แต่มันน่าจะเป็นต้นตำรับแท้จากยามาฮ่า ฟีโน่!!! สาเหตุที่ผมพูดอย่างนี้นั้น
เกิดมาจากคนรอบข้างของผม(เพื่อน,พี่ชายและคนอื่นๆ)พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า”ก็อปฟีโน่ชัดๆ”
แต่อีกคนหนึ่งก็พูดว่า”คล้ายฟีโน่ว่ะ ถ้าไฟหน้ายื่นออกล่ะก็เหมือนชิ..หาย”
แม้กระทั้งวันที่ผมไปทดสอบก็ยังมีคนมามุงดูและพูดว่า”มันเหมือนฟีโน่นะ”
หรือแม้กระทั้งมีแม่ลูกคู่หนึ่งก็พูดเกี่ยวกับScoppy-iว่า

ลูก:”แม่ๆเหมือนฟีโน่ไหม?”
แม่:”เหมือนนะๆ”
คำพูดดังกล่าวเป็นเสียงสะท้อนจากผู้พบเห็นครั้งแรก
แต่สำหรับหลังจากเจอครั้งก็เหมือนกับคนรอบข้างของผม แต่พอดูนานๆไปมีบ้างจุดที่แตกต่างบ้าง
และมีจุดที่เหมือนฟีโน่บ้าง ที่จริงผมก็หาเวลาในการทดลองเจ้าScoppy-iมาพอสมควรแต่ไปไม่ได้ซะที
เพราะในเรื่องสภาพอากาศไม่เป็นใจ รวมถึงการหาวันที่เหมาะสมที่สุดจนได้ทดลองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2009
เอาล่ะเรามาดูรายละเอียดต่างๆในตัวรถScoppy-iกันบ้างครับ


History
Honda Scoppy-i(หรือในตลาดญี่ปุ่นเรียกว่าScoppy)เป็นรถประเภทเอ.ที.หรือรถสายพาน
เกิดขึ้นเมื่อปี1992และมีการปรับเปลี่ยนมาด้วยตลอด Honda Scoppyได้จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
โดยในช่วงเวลาการปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีการเพิ่มซีซีเพื่อให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้น
กลุ่มเป้าหมายของHonda Scoppyคือกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบในสไตล์Retro
นี่คือประวัติคราวๆของฮอนด้าสคู้ปปี้-ไอเดี๋ยววันหลังผมจะนำเสนอประวัติฮอนด้าสคู้ปปี้-ไอ


ดีไซน์

รูปทรงตัวรถนั้นถือว่ามีความคลายคลึงกับยามาฮ่า ฟีโน่ แต่มีหลายส่วนที่แตกต่างไป
มาดูที่ไฟหน้า ส่วนนี้ล่ะครับที่มีคนพูดถึงกัน เพราะมีความคลายคลึงกับฟีโน่
ถ้าดูด้านหน้าแล้วมันเหมือน ผมก็เลยถ่ายด้านข้างซะเลย


เห็นความแตกต่างแล้วใช่ไหมครับ
ความแตกต่างก็คือสคู้ปปี้-ไอ ไฟแบน ส่วนฟีโน่ ไฟกลม ง่ายไหม(บอกว่าง่ายโครตๆ)



มาดูด้านข้าง สติ๊กเกอร์ดูแนวสปอร์ตครับ แล้วมาดูที่จับกันตกถือว่าดูโค้งและยาว


ไฟท้ายนั้นดูเหมือนรถสกูตเตอร์ยี่ห้อJRD มาก ดูออกแนวแบ็วๆนิด



การขับขี่


พอมาลองปุ๊ปรู้สึกสบายตูดมาก เพราะว่าเบาะของScoppy-iได้ออกแบบให้สูงและกระชับจึงนั่งสบายตูดไม่เมื้อยล้า



พอมาดูที่พักเท้า ก็อยู่ในระดับใช้ได้มีแคบเล็กน้อยสามารถวางกระเป๋านักเรียนหรือเป้ได้



แผงหน้าปัดนั้นดูแล้วสบายตา เรียบร้อย มีไฟแสดงความผิดปกติของระบบหัวฉีด
เกจวัดประมาณน้ำมันได้แยกออกจากมาตรวัดความเร็ว


ที่เก็บของนั้นสามารถในแผ่นซีดี โทรศัพท์ I-Pod Touch หรือของกระจุกกระจิกได้




ระบบSuper Key Sutterระบบนี้นั้นเหมือนฮอนด้าเวฟ110ไอที่เราได้รีวิวไปแล้ว
ผมก็สรุปการทำงานคือเวลาที่เราล็อกคอรถแล้วเอากุญแจออก ม่านปิดกุญแจดังกล่าวก็จะปิดอัตโนมัติ
ดังภาพด้านล่าง


ส่วนพื้นที่เก็บของใต้เบาะหรือU-Boxนั้นมีความกว้างในระดับพอดี แต่ความลึกอยู่ในระดับปานกลาง
แถมมีฝาปิด เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวเวลาเติมน้ำมัน
ขณะปิด


ขณะเปิดสามารถใส่ของพวกเสื้อแจ็คเก็ต เสื้อกันหนาว แว่นตาหรือแม้กระทั้งของขวัญเล็ก
ที่ให้แฟนแบบเซอร์ไพรส์ได้







เครื่องยนต์





------------------รายละเอียดมาจากทางวิศวกร หลังจาการขับขี่------------------

เครื่องยนต์ แบบ4จังหวะ SOHC แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ
ปริมาณกระบอกสูบ(ซีซี)108ซีซี ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI




สามารถใช้น้ำมันเบนซินออกเทน91,แก็สโซฮอล์91,แก็สโซฮอล์95และสามารถใช้ E20ได้
และผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ6และรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ระบบหัวฉีด PGM-FI นานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมต



สมรรถนะ
หลังจากที่ผมได้ทดลองขี่Scoppy-iไปประมาณ2รอบ รอบแรกผมได้ทดสอบในเรื่องการออกตัว
โดยการจอดสนิทแล้วบิดเต็มที่! หลังจากเทสการออกตัวก็พบว่ามีอาการอืดนิดนึง เนื่องจากรถรุ่นนี้เป็นระบบหัวฉีดจึงมีอาการอืดนิดนึง แต่ออกไปสักพักมีอัตราเร่งในระดับดีมาก สามารถตอบสนองได้รวดเร็วทันใจไม่มีอากาอืดในขณะขับขี่ด้วยความเร็วประมาณ40กม/ชม.(เป็นความเร็วขณะขับขี่)แต่มีอาการในช่วงออกตัวเท่านั้น พอมาถึงรอบสองก้มาทดสอบระบบเบรกถือว่าไม่เหลวเลยทีเดียวซึ่งผมลองบิดด้วยความเร็วสูงแล้วก็ค่อยๆเบรก สามารถทำงานได้ดี


Specifications



สรุป
เป็นรถเอ.ที.ที่ถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด เพราะโดยรูปทรงที่มีความคลายคลึงกับยามาฮ่าฟีโน่ก็ตาม
แต่ในเรื่องสมรรถนะนั้นถืออยู่ในระดับดีมาก แต่มีอาการอืดอยู่นิดนึงซึ่งเป็นธรรมดาของรถเอ.ที.อยู่แล้ว
สำหรับราคาเริ่มต้น44,300บาท ถ้าถามผมว่าในด้านรูปทรงนั้นเหมือนฟีโน่ไหม?
ผมก็ตอบว่าคลายคลึงฟีโน่แต่มีบ้างส่วนที่แตกต่าง แต่ในด้านสมรรถนะผมยกย่องให้เลยว่า”เยี่ยมจริงๆ”



และอีกอย่างคือในด้านการใช้งาน คุณมั่นใจได้เลย เพราะมีการรับประกันระบบหัวฉีด5ปีหรือ50,000กม.
และตัวรถก็รับประกัน3ปีหรือ30,000กม. เพียงเท่านี้คุณก็มั่นใจได้เลยว่าหัวฉีดและตัวรถนั้นทนทาน ประหยัดน้ำมัน
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังเติมE20ได้ ดังนั้นผมจึงเรียกว่า”ฟีโน่ในร่างของฮอนด้า”



ขอขอบคุณ

บริษัท นิยมพานิช จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในเชียงใหม่และเอื้อเฟื้อสถานที่ในการทดลอง

หมายเหตุ:รถที่ปรากฏในภายดังกล่าวเป็นรถที่ใช้ในการทดสอบ

๐๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

SPY SHORT:นิสสันเปิดเผยภาพสเก็ตของรถอีโค่คาร์ เจอกันมีนาคม2010

ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ นี่คือภาพสเก็ตของรถยนต์นิสสัน มาร์ช (Nissan March)
ซึ่งจะเป็นรถยนต์ในรุ่นอีโค่คาร์(Eco car) นับเป็นค่ายแรกของเมืองไทย
ที่จะเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี2010
หรือในช่วงมอเตอร์โชว์2010



โดยงานนี้นิสสันทุ่มงบไป5.05พันล้านบาทสำหรับการผลิตรถอีโค่คาร์
ซึ่งรวมถึงส่วนเครื่องจักรอุปกรณ์อุตสาหกรรม การประกอบเครื่องยนต์และรถยนต์ และการส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์



นิสสันก็กำหนดการเปิดตัวในไตรมาสแรกของปี2010 นี้
และจะเป็นตลาดแรกของนิสสัน รถยนต์อีโค คาร์ เป็นรถประหยัดน้ำมัน เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อมที่พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ มาตรฐานความปลอดภัย
ตามมาตรฐานความปลอดภัยของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยุโรปแห่งสหประชาชาติ
หรือ UNECE 94 และ 95

โครงการนี้จะทำให้นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในฐานการส่งออก
ที่สำคัญของเครือข่ายการผลิตของนิสสันที่มีอยู่ทั่วโลก เพราะความได้เปรียบในด้าน
ต้นทุนการผลิตจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ปริมาณผลิตคุ้มทุนภายใต้มาตรฐานระดับโลก

รายละเอียดคร่าวๆ ก็คือ รถคันนี้ (คาดว่า จะใช้ชื่อ Nissan MARCH)
จะวางเครื่องยนต์ หลายขนาด แต่หลักๆ จะอยู่ที่ เบนซิน 1.3 ลิตร และดีเซล 1.4 ลิตร
กำหนดการเปิดตัว จะมีขั้นอย่างแน่นอน ในเดือนมีนาคม 2010 ที่ใกล้จะถึงนี้
โดยยังไม่เปิดเผยราคา แต่ คาดกันว่า น่าจะป้วนเปี้ยนกันอยู่ในระดับ 4 แสนบาท บวกลบ
โดยประมาณ


๐๓ ตุลาคม ๒๕๕๒

มิตซูบิชิจับPajero SportและSpace Wagonมามินิไมเนอร์เชน

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี2009ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ค่ายรถยนต์แต่ละค่ายก็กระตุ้นตลาดด้วยตลาดที่เงียบมากที่สุดของจะเป็นMPV
แต่ในส่วนSUVนั้นก็มีการขยับตัวเล็กโดยช่วงไตรมาสที่มีการทำรุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัดโดย
ค่ายโตโยต้าก็เปิดตัวฟอร์จูนเนอร์รุ่นพิเศษคือรุ่นApertoและ TRD Sportivo II ส่วนอีซูซุก็เปิดตัวมิว-7รุ่นพรีเมียม
ในขณที่ค่ายมิตซูบิชิก็ทำปาเจโร่ สปอร์ตสีขาวเป็นพิเศษ หลังจากนั้นฟอร์ดก็เปิดตัวเอเวอร์เรสไมเนอร์เชน
หลังจากทำตลาดมาพร้อมเรนเจอร์มานาน พอเข้าสู่ไตรมาส3มีการขยับตัวในตลาดเกิดขึ้น
เมื่ออีซูซุได้เปิดตัว”มิว-7 ซูปเปอร์ แพลททินั่ม” หวังจะโค่นแชมป์PPVอย่างโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ให้ได้
ดังนั้นมิตชูบิชิจึงต้องกระตุ้นยอดขายด้วยการนำปาเจโร สปอร์ตและสเปซ แวกอนมามินิไมเนอร์เชน
เพื่อกระตุ้นยอดขายของตลาดทั้ง 2 Segment




หลังจากที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว “มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์” แล้วจะจำหน่ายสู่ตลาดใน
ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยบริษัทฯ ได้ปรับโฉมพร้อมเพิ่มออพชั่นให้กับทั้งมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต
และมิตซูบิชิ สเปซ แวกอนให้มีความลงตัวและตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่าง
ครบถ้วนยิ่งขึ้น
โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป


บริษัทฯ ได้แนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สู่ตลาดเมืองไทยในปี 2551 และจากความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ
สมรรถนะ ความปลอดภัย รวมไปถึงประโยชน์ใช้สอยที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และครอบครัว ได้อย่างลงตัว
ทั้งในเรื่อง“Utility on Demand” ประโยชน์ใช้สอยที่ตอบทุกความต้องการ และ “Performance on Demand”
สมรรถนะที่ตอบทุกความต้องการ ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก ลูกค้า
เห็นได้จากยอดขายนับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันจำนวน 5,035 คัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้


ในขณะที่มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (Full Size MPV)
ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดีว่าเป็นหนึ่งในรถสำหรับครอบ ครัวที่ดีที่สุด
การันตีด้วยยอดขายเกือบ 9,000 คัน และรางวัล Car of the Year ประเภท “รถอเนกประสงค์ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่องถึง 5 ปีซ้อน


รถใหม่ที่จะแนะนำสู่ตลาดทั้ง 2 รุ่น ได้รับการพัฒนาให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถที่ ให้ความคุ้มค่า มีทั้งสวยงาม สะดวกสบาย ปลอดภัย
และสมรรถนะที่สามารถตอบรับกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าในการทำงานหรือการพักผ่อน
อย่างรถยนต์ ปาเจโร สปอร์ต และ สเปซ แวกอน



รายละเอียดผลิตภัณฑ์
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต The Stylish Riding - On-Demand SUV…ตอบชีวิตตามใจคุณ

รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นสไตล์สปอร์ต

รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวดุดัน กรอบกระจกมองข้างและที่เปิดประตูด้านนอกแบบโครเมียม โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ช่วยเพิ่มทัศวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และไฟท้ายดีไซน์พิเศษกลมกลืนกับตัวรถ
เสริมภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งด้วยล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วในรุ่น 3.2 GTขับเคลื่อน 4 ล้อ
พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่ากับราวหลังคาในรุ่น 2.5 GT ขับเคลื่อน 2 ล้อ


เหนือระดับด้วยการออกแบบภายใน กว้างขวาง หรูหราพร้อมความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ลงตัวด้วยการตกแต่งภายในโทนสีเงิน โครเมียม แผงหน้าปัดในสไตล์หรูร่วมสมัย พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน
และการวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง พร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและทันสมัย
ให้ความรู้สึกสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ* และแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสาร ตอนหลัง ตอบสนองต่อทุกความต้องการได้อย่างลงตัวด้วยที่นั่งแบบ 3 แถว รองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง
ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ง่ายถึง 5 รูปแบบ โดยในรุ่น GT มาพร้อมเบาะคนขับปรับด้วยระบบไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง ส่วนรุ่น GLS สามารถปรับตำแหน่งเบาะสูง - ต่ำได้ ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเลื่อนตำแหน่งเดินหน้าและ
ถอยหลังนอกจากนี้พนักพิงยังสามารถแยกพับ แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น
เช่นเดียวกับเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งสามารถแยกพับแบบ 50:50 ให้ราบไปกับพื้นห้องโดยสาร
เพื่อให้การเก็บสัมภาระด้านหลังรถเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย รวมไปถึงช่องสัมภาระที่พื้นห้องโดยสาร
พร้อมฝาปิดหลังเบาะนั่งแถวที่ 3 ที่ช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยได้อย่างเต็มที่
เพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่ด้วยเครื่องเล่นดีวีดี วีซีดี เอ็มพี 3 พร้อมจอภาพแบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว
ที่สำคัญยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control )*
เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและช่วยลดการเมื่อยล้าในการขับขี่ทางไกล


เหนือกว่าด้วย สมรรถนะที่เป็นเยี่ยม แรง…เร้าใจ…ลงตัวทุกจังหวะชีวิต พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์คอมมอนเรล ไดเร็ค อินเจ็คชั่น ดีเซล โดยมีให้เลือก 2 ขนาด
ซึ่งให้ทั้งสมรรถนะที่โดดเด่นและการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม คือ
-เครื่องยนต์ 2.5 DI-D Hyper Common Rail DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้พละกำลังสูงสุดถึง 140 แรงม้า
-เครื่องยนต์ 3.2 DI-D Hyper Common Rail DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้พละกำลังสูงสุดที่ 165 แรงม้า
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II พร้อม Sportronic ระบบเกียร์อัจฉริยะที่ตอบสนองรวดเร็วทันใจสามารถเรียนรู้จดจำรูปแบบการขับ ขี่ของขับช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างเหมาะสม จึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
โดยในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Super Select 4WD
ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถมิตซูบิชิ ปาเจโร เอสยูวี ระดับหรู นอกจากนี้มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่
ยังคงยังโดดเด่นด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร ทำให้ควบคุมการเลี้ยวในพื้นที่จำกัดได้สะดวกพร้อมการเข้าโค้งได้แม่นยำมาก ขึ้น ที่สำคัญยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบ EBD
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS Airbag* ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าพร้อมมั่นใจได้ในทุกการเดินทางด้วย
กุญแจรีโมทและระบบสัญญาณกันขโมย* รวมไปถึงระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรมอิมโมบิไลเซอร์ช่วยให้ปลอดภัย
จากการโจรกรรม นอกจากนี้ยังให้ความสะดวกสบายรวมทั้งปลอดภัยในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วย
การติดตั้งสัญญาณกะระยะจอดขณะถอยหลังแบบ 4 จุดในรุ่น GT


* เฉพาะรุ่น GT




มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน ใหม่ อีกระดับของยนตรกรรมอเนกประสงค์คันหรู

เร้าใจ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์เฉียบ พร้อมภายใน หรูหรา สะดวกสบาย และระบบความบันเทิงพร้อมสรรพ
มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน ใหม่ ในรุ่น GT ยังคงมาพร้อมกระจังหน้าใหม่สีดำผสมคิ้วโครเมียมสไตล์สปอร์ต
และชุดตกแต่งดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ในขณะที่รุ่น GLS Limited มาพร้อมกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์ล้ำสมัย
นอกจากนี้ยังมาพร้อมไฟหน้าแบบ HID และระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ (Auto leveling)
ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด
ในขณะฝนตกด้วยชุดปัดน้ำฝน
หน้าแบบใหม่ (Flat type) และ กระจกมองข้างช่วยลดการเกาะตัวของหยดน้ำ

สำหรับการออกแบบห้องโดยสารภายในยังคงเน้นความกว้างขวางหรูหรา สะดวกสบายในทุกพื้นที่
พรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงพร้อมสรรพไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น DVD,VCD,CD MP3,WMA
รุ่นใหม่ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมชุดอุปกรณ์ต่อพ่วง iPod จอภาพด้านหน้าแบบหน้าจอสัมผัส (Touch Screen)
ขนาด 6.5 นิ้ว จอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ใหญ่ขึ้นเป็น 10.2 นิ้ว ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางตลอดเส้นทาง
และให้ความสบายในทุกอิริยาบถด้วยเบาะ 7 ที่นั่งแบบ Space Magic 7 Seats
ที่สามารถปรับได้ตามสรีระของผู้ใช้และปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน
สะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกสวิตช์ควบคุมอิสระหน้า-หลัง ควบคุมทิศทางลมได้ถึง 16 ทิศทาง
พร้อมช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งทั้ง 3 แถว ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของคนในครอบครัว

นุ่มนวล แต่ทรงพลัง กับเครื่องยนต์เบนซิน 2.4-liter MIVEC รองรับแก๊สโซฮอล์ อี 20
มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ ขนาด 2.4 ลิตร 165 แรงม้า
ที่มาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์อันชาญฉลาด MIVEC ระบบวาล์วแปรผันที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์ว
ไอดีให้แปรผันสัมพันธ์กับรอบ เครื่องยนต์
และรองรับแก๊สโซฮอล์ อี 20 ตอบสนองนโยบายพลังงานทางเลือก
ระบบความปลอดภัยเหนือระดับ เพื่อคุณภาพในการขับขี่
มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยครบครัน ระบบตัวถัง RISE Body ตัวถังนิรภัยเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ คุ้มครองตั้งแต่หน้าจรดหลัง พร้อมคานเหล็กนิรภัยในประตูลดการยุบตัวเมื่อเกิดการชนจากข้างรถ เสริมความมั่นใจในการขับขี่จากการติดตั้งระบบเบรก ABS 4 แชนแนล 4 เซ็นเซอร์ ระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบช่วยเสริมแรงเบรก (BA) เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ ELR ที่เบาะนั่งคู่หน้า รวมทั้งถุงลมนิรภัยแบบปกป้องทั้งผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้าช่วยลดแรงกระแทก จากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นความสะดวกสบายในการขับขี่ด้วยกล้องจับภาพขณะถอยหลัง
สัญญาณกะระยะจอดหน้า-หลัง แบบ 5 จุด เบรกมือแบบแป้นบังคับที่เท้าใช้งานง่าย
และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
ช่วยเพิ่มความสะดวกในการขับขี่รถระยะทางไกล
นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
และระบบกระจกไฟฟ้าแบบอัตโนมัติด้านคนขับพร้อม
ระบบ Safety พร้อมมั่นใจยิ่งกว่าด้วย
ระบบสัญญาณกันขโมยและระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (Immobilizer)


ราคาขาย

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต


รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ
- 2.5 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GLS A/T ราคา 962,000 บาท
- 2.5 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GT A/T ราคา 1,097,000 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
- 3.2 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GLS A/T ราคา 1,132,000 บาท
- 3.2. DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GT A/T ราคา 1,267,000 บาท

มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ บรอนซ์เงิน บรอนซ์ทอง เทาดำ และสีดำ
- 2.4 MIVEC GLS Limited A/T ราคา 1,585,000 บาท
- 2.4 MIVEC GT A/T ราคา 1,690,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถชมและทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต และ มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน โฉมใหม่
ได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและ
ช่วยเหลือประสานงานลูกค้ามิตซูบิชิ Customer Consulting Center โทร. 1800 900 009 ฟรี
เฉพาะโทรศัพท์พื้นฐาน
และโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่าย AIS ในวันและเวลาทำการ





๒๗ กันยายน ๒๕๕๒

มาสด้ากระตุ้นน้อง3ซะหน่อยกับMAZDA 3 LIFE&PLAY


ตอนนี้ใครที่รอมาสด้า3โฉมใหม่ที่จะเปิดตัวในปี2011 และรวมถึงการเปิดตัวมาสด้า2ไมเนอร์เชนโดยใช้
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการเปิดตัวในรุ่นไมเนอร์เชน ดังนั้นถ้ารอ2รุ่นนี้ไปโชว์รูมมาสด้าก็เงียบเหงา
เมื่อมาสด้ารู้เรื่องนี้ก็ไม่ให้เงียบเหงาจนเกินไป จึงส่งมาสด้า3รุ่นพิเศษคือ1.6Lifeและ2.0Play
พร้อมติดตั้งเครื่องเล่น DVD ทัชสกรีน พร้อมระบบนำทาง GPS หรือเนวิเกเตอร์จากโรงงานทุกรุ่น
มาสด้า3 "Life" & "Play" รุ่นด้วยราคาเริ่มเพียง 872,000 บาทเท่านั้น
เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าผู้หลงใหลความความสปอร์ต




จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างสูงใน
การเปิดตัวมาสด้า3 รุ่นพิเศษ โดยเฉพาะรุ่นพิเศษ "MOVE Series" ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและจำหน่ายหมด
ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน สำหรับการเปิดตัวรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 รุ่นพิเศษ "Life" & "Play" ในครั้งนี้
นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากตลาดรถยนต์นั่งของมาสด้ามีทิศทางการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดขาย
รถมาสด้า3 ที่กำลังร้อนแรงมีอัตราการเติบโตสูงสุดอย่างต่อเนื่อง สามารถก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของตลาด C เซ็กเมนต์
ผมคาดว่านับจากนี้ไป ยอดขายมาสด้า3 น่าจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 400 คัน และยอดรวมรถยนต์นั่งของมาสด้า
น่าจะอยู่ที่ประมาณ 6,500 คัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เติบโตขึ้นจากในปี 2551 เติบโตสูงถึงกว่า 35 เปอร์เซ็นต์"





สำหรับรถยนต์นั่งมาสด้า3 รุ่นพิเศษ "Life" & "Play" คือรุ่นสปอร์ตพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้คงความสดใหม่ เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า เน้นตลาดที่กลุ่มทั้งแฮ็ทช์แบ็ค 5 ประตู และกลุ่มซีดาน 4 ประตู
เจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบในเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยประกอบด้วย รุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ความสปอร์ต
แบบคุ้มค่า ภายใต้ชื่อรุ่น "Life" ซึ่งแปลว่า ความมีชีวิตชีวา มีสีสันและความสดใส ถูกตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมสไตล์สปอร์ตรอบคันทั้งภายนอกและภายใน และสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ภายใต้ชื่อ "Play" หมายถึงการชื่นชอบความแรงแบบสปอร์ต
และความสนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้โดดเด่นด้วยเครื่องเล่น DVD Touch Screen TFT LED ขนาด 7 นิ้ว
ที่มาพร้อมระบบนำทาง GPS Navigator และเซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 ตำแหน่ง สติ๊กเกอร์ลายพิเศษ
ปลายท่อไอเสียสไตล์สปอร์ต และป้ายชื่อรุ่นพิเศษ โดยรุ่นพิเศษนี้เป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 872,000 บาท


รถยนต์นั่งมาสด้า3 รุ่นพิเศษ "Life" เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร และรุ่นพิเศษ "Play" เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร
นำมาตกแต่งสไตล์สปอร์ต
รอบคันทั้งภายในและภายนอก มากด้วยความคุ้มค่า บอกเอกลักษณ์ของความเป็นรุ่นพิเศษ
มีให้เลือก 2 สี
ได้แก่
- สีขาวไดมอนด์ไวท์
-สีดำแพนเธอร์แบล็กเมทัลลิก
ราคามาสด้า3 รุ่นพิเศษ "Life" 1.6 ลิตร
รุ่น 4 ประตู 872,000 บาท
รุ่นแฮทช์แบ็ค 5 ประตู 908,000 บาท

ราคารถมาสด้า3รุ่น "Play" 2.0 ลิตร
รุ่น 4 ประตูราคา1,033,000 บาท
รุ่นแฮทช์แบ็ค 5 ประตูราคา 1,099,000 บาท

ซึ่งราคาจำหน่ายดังกล่าวถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมและยังมีราคาต่ำกว่าคู่แข่งใน
ตลาดอยู่หลายหมื่นบาท นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบความเป็นรถสปอร์ตจากมาสด้า




ดังนั้นลูกค้ามาสด้าทุกท่านไม่ควรพลาดโอกาสในการเป็นเจ้าของ Mazda3 รุ่นพิเศษ "Life" & "Play"
ยานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้าที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ที่เร้าใจ สมรรถนะเป็นเยี่ยม
ให้ความมั่นใจในความปลอดภัย
อบอุ่นใจตลอดการเดินทาง พร้อมรับข้อเสนอและเงื่อนไขสุดพิเศษจากมาสด้า
ทั้งนี้รถยนต์มาสด้า3
ทุกรุ่นรับประกันคุณภาพนานถึง 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร



๑๘ กันยายน ๒๕๕๒

ยอดขายเดือนสิงหาคม โตโยต้ายังคงที่1เหมือนเคย


ตลาดที่หดตัวสูงสุด คือ ตลาดรถตู้และรถขนาดครึ่งตันอื่นๆ โดยหดตัวลงถึง 38.97%
ส่วนตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัวลงน้อยที่สุด คือ11.04% ในตลาดรถยนต์รวมทุกประเภท
โตโยต้าจำหน่ายได้เป็นอันดับ 1
ด้วยยอดจำหน่าย 132,435 คัน คิดเป็น 41.67%
อีซูซุมาเป็นอันดับ 2 คือ 66,637 คัน
มีส่วนแบ่งตลาด 20.97% และอันดับ 3 คือ ฮอนด้า
จำหน่ายได้ 53,995 คัน
คิดเป็น 16.99%





สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์รวมทุกประเภทในเดือนสิงหาคม คือ 43,251 คัน เพิ่มขึ้น 0.22%
เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โตโยต้าจำหน่ายได้มากที่สุด คือ 18,708 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 43.25%
อีซูซุมาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดจำหน่าย 8,884 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 20.54% และฮอนด้ามาเป็นอันดับ 3
จำหน่ายได้ 6,829 คัน คิดเป็น 15.79%

สำหรับตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันใน 8 เดือนแรก มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 155,258 คัน ลดลง 29.86%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โตโยต้าจำหน่ายได้สูงสุด คือ 62,889 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 40.51%
อีซูซุตามมาเป็นอันดับ 2 คือ 62,113 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 40.01% และนิสสันมาเป็นอันดับ 3
ด้วยยอดจำหน่าย 11,743 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 7.56%

ตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันในเดือนสิงหาคม มียอดจำหน่ายรวม 21,029 คัน ลดลง 1.55%
เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม โตโยต้าจำหน่ายได้สูงสุด คือ 8,658 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 41.17%
ตามมาด้วยอีซูซุจำหน่ายได้ 8,189 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 38.94% และนิสสันมาเป็นอันดับ 3
ด้วยยอดจำหน่าย 1,508 คัน คิดเป็น 7.17%

ยอดจำหน่ายของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 8 เดือนแรกของปีนี้รวมทั้งสิ้น 131,379 คัน ลดลง 11.04%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โตโยต้าจำหน่ายได้เป็นอันดับ 1 คือ 57,587 คัน
คิดเป็น 43.83% ฮอนด้ามาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดจำหน่าย 50,961 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 38.79% และ
นิสสันจำหน่ายได้เป็นอันดับ 3 คือ 5,274 คัน คิดเป็น 4.01%

สำหรับตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเดือนสิงหาคมนี้ เพิ่มขึ้น 1.47% จากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยมียอดจำหน่ายรวมทุกยี่ห้อ 17,790 คัน โตโยต้าจำหน่ายได้สูงสุด 8,502 คัน
คิดเป็น 47.79% ฮอนด้ามาเป็นอันดับ 2 จำหน่ายได้ 6,366 คัน คิดเป็น 35.78% และนิสสันมาเป็นอันดับ 3 คือ 838 คัน
มีส่วนแบ่งตลาด 4.71%

ยอดจำหน่ายของตลาดรถแต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้

1. ตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน (ไม่รวม SUV)
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 8,658 -4.57% 62,889 40.51% -29.29%
2 อีซูซุ 8,189 -1.00% 62,113 40.01% -27.09%
3 นิสสัน 1,508 -16.45% 11,743 7.56% -29.82%
4 มิตซูบิชิ 1,081 31.19% 7,232 4.66% -46.61%
5 ฟอร์ด 559 19.70% 3,689 2.38% -28.44%



2. ตลาดรถตู้และรถขนาดครึ่งตันอื่นๆ
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 954 -9.06% 7,069 72.09% -25.88%
2 ซูซูกิ 214 34.59% 1,251 12.76% -73.89%
3 ฮุนได 121 12.04% 709 7.23% 62.61%
4 โฟล์ค 45 28.57% 257 2.62% 11.74%
5 นิสสัน 28 180.00% 180 1.84% -50.95%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ (ไม่รวม SUV)
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 9,612 -5.04% 69,958 39.93% -28.96%
2 อีซูซุ 8,867 0.11% 66,360 37.87% -26.32%
3 นิสสัน 1,536 -15.37% 11,923 6.80% -30.27%
4 มิตซูบิชิ 1,176 28.24% 8,206 4.68% -43.84%
5 ฮีโน่ 647 12.91% 4,118 2.35% -15.46%

4. ตลาดรถขับเคลื่อน 4 ล้ออเนกประสงค์(SUV)
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 594 -18.29% 4,890 43.49% -17.58%
2 ฮอนด้า 463 16.33% 3,034 26.99% -54.73%
3 มิตซูบิชิ 130 -6.47% 1,320 11.74% 6500.00%
4 เชฟโรเลต 129 -20.86% 1,006 8.95% -51.21%
5 อีซูซุ 17 -55.26% 277 2.46% -48.61%

5. ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 8,502 12.70% 57,587 43.83% -20.47%
2 ฮอนด้า 6,366 -6.40% 50,961 38.79% 3.60%
3 นิสสัน 838 -10.85% 5,274 4.01% 7.26%
4 เชฟโรเลต 344 -50.00% 4,861 3.70% -37.58%
5 มาสด้า 332 -11.23% 3,026 2.30% 23.06%

6. ตลาดรถยนต์รวมทุกประเภท
ลำดับ ผู้จำหน่าย ยอดจำหน่าย(คัน) : พ.ศ. 2552 ส่วนแบ่งตลาด % เพิ่ม / ลด
ส.ค. % เพิ่ม / ลด ม.ค.-ส.ค. ( % ) ยอดจำหน่าย
(เทียบ ก.ค.) ม.ค.-ส.ค. (เทียบ ม.ค.-ส.ค. 51)
1 โตโยต้า 18,708 1.71% 132,435 41.67% -25.10%
2 อีซูซุ 8,884 -0.12% 66,637 20.97% -26.46%
3 ฮอนด้า 6,829 -5.14% 53,995 16.99% -3.39%
4 นิสสัน 2,374 -13.99% 17,240 5.42% -22.09%
5 มิตซูบิชิ 1,624 20.47% 11,500 3.62% -33.64%


๑๗ กันยายน ๒๕๕๒

ISUZU D-MAX และ MU-7 SUPER PLATINUM เปลี่ยนอีกแล้วเหรอ!!!!

 ISUZU D-MAXและMU-7 SUPER PLATINUMเปลี่ยนอีกแล้วเหรอ!!!!
หลังจากในช่วงปลายปี2008 อีซูซุได้เปิด”อีซูซุดีแมคซ์ และอีซูซุมิว-เซเว่น แพลททินั่ม"
จนมีกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี และสามารถแซงโตโยต้าวีโก้
(ได้แค่ประมาณ6เดือน หลังจากนั้นก็โดนโตโยต้าแซง555+)
ดังนั้นอีซูซุจึงแก้เกมด้วยการส่ง อีซูซุดีแมคซ์ และอีซูซุมิว-เซเว่น ซูเปอร์ แพลททินั่ม มาแก้เกม




ต้องเท้าความสักนิดนึงว่าอีซูซุนั้นมักจะเปลี่ยนโฉมทุกๆปีตั้งแต่ปี2006ซึ่ง ได้เปิดตัว”ISUZU D-MAX รุ่นใหม่ของโลก”
สร้างกระแสได้ดีแต่ดันมาเสียท่าให้โตโยต้าซะงั้น จนอีซูซุได้ปรับโฉมเพื่อเอาใจลูกค้า
แต่ก็มีกระแสว่าการที่อีซูซุปรับโฉมบ่อยนั้น ทำเอาลูกค้ารู้สึกเซงกับการเปลี่ยนโฉมบ่อยของอีซูซุ
ดังนั้นผมจึงขอตั้งฉายาให้กับอีซูซุว่า”เจ้าพ่อ ไมเนอร์เชน”555+ แล้วช่วงปลายปีผมจึงเรียกช่วงนี้ว่า
”เทศกาลอีซูซุไมเนอร์เชน”เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนอีกไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อว่าอะไรอีกจนในที่สุดทุกข้อสงสัยได้กระจ่างไป
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเปิดตัวในวันนี้(17กันยายน2552)




ไม่เท่านั้น อีซูซุยังชูจุดเด่นด้วยการติดตั้งระบบนำทางNavigaterที่อีซูซุได้ใช้ ชื่อในนามi-Genii
(Genius Exploring Network Interactive Intelligence) ระบบเพื่อนนำทางอัจฉริยะ
นับเป็นรายแรกของเมืองไทยที่ติดตั้งในรถกระบะ

เหตุผลว่าทำไม อีซูซุถึงต้องติดตั้งระบบนำทางNavigater เพราะอีซูซุกำลังให้ของเล่นใหม่ๆมาติดตั้งในดีแมคซ์และ
ทางอีซูซุเองก็ได้ ทราบว่าจากประสบการณ์ตรงของผู้ใช้รถ อีซูซุตระหนักว่า การหลงทางนั้นเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้รถ
มากกว่า 50% เคยประสบมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งไม่เพียงสิ้นเปลืองน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเสียเวลา เสียโอกาสทางธุรกิจอีกด้วย

งานนี้ อีซูซุ ได้พันธมิตรที่ดีมากๆ อย่าง KENWOOD ที่ไปดีลติดต่อกับ Garmin ผู้ผลิตอุปกรณ์ และซอฟต์แวร์
ระบบนำทาง อันดับต้นๆของเมืองไทย งานนี้ อีซูซุ ขออะไร KENWOOD กับ Garmin จัดการให้เสร็จสรรพ
ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ ในด้าน ช่วยประหยัดน้ำมัน โดยระบบจะคำนวณเลือกเส้นทางที่เหมาะสมเพื่อการขับขี่
ที่ประหยัดน้ำมันกว่า ช่วยประหยัดเวลา ลดปัญหาเรื่องหลงทาง สามารถคำนวณระยะทางและเวลาในการเดินทาง
ช่วยวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ และมั่นใจอีกระดับ แม้จะขับไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ด้วยหน้าจอแสดง
ลักษณะถนนล่วงหน้าที่อาจเป็นอันตราย เช่น ทางโค้งหักศอก อีกทั้งช่วยหาสถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุด ได้ตามต้องการ
ชุดเครื่องเสียงพร้อมระบบนำทางจาก Kenwood เครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 7 นิ้ว
เล่นได้ทั้ง DVD/VCD/MP3/WMA และ DivX พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย Built-in Bluetooth และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้ทั้ง iPhone, iPod และ เครื่องเล่นMP3 พร้อมเมนูภาษาไทย
ติดตั้งกล้องมองภาพขณะถอยจอด Platinum Vision Camera จาก Kenwood




ISUZU D-MAX CAB-4 LS SUPER PLATINUM

ISUZU D-MAX CAB-4 SLX SUPER PLATINUM

ISUZU D-MAX CAB-4 Hi-LANDER SUPER PLATINUM

ISUZU D-MAX RODEO SUPER PLATINUM 2500Ddi


"อีซูซุดีแมคซ์ ซูเปอร์ แพลททินั่ม ใหม่!" ภายนอกได้มีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้
- กระจังหน้าโครเมี่ยมใหม่ พร้อมการ์ดกันชนหน้า (Front Bumper Guard) ในรุ่นไฮแลนเดอร์,รุ่นโรดีโอ และแค็บโฟร์ LS
- กระจังหน้าโครเมี่ยมใหม่ พร้อม U-Shape Under Grille ในรุ่นสเปซแค็บ SLX และแค็บโฟร์ SLX
-ขอบสคูปฝา กระโปรงสีเงินใหม่
- ขอบคิ้วโครเมี่ยมพร้อมบันไดข้างใหม่ออกแบบให้รับกัน
-ล้อแมกซ์ใหม่



ISUZU D-MAX SPACE CAB Hi-LANDER SUPER PLATINUM



ISUZU D-MAX SPACE CAB SLX SUPER PLATINUM

ISUZU D-MAX SMART SUPER PLATINUM
ISUZU D-MAX SPARK SUPER PLATINUM





ส่วนภายในมีการตกแต่งห้องโดยสารใหม่โทนสีเบจในรุ่น 4 ประตู และแผงคอนโซลสไตล์
"แบล็คโมเดิร์นกราไฟท์" (Black Modern Graphite) ตกแต่งด้วยขอบวงแหวนโครเมี่ยม
สวยโฉบเฉี่ยวเต็มอารมณ์สปอร์ต พร้อมเบาะนั่งดีไซน์เฉพาะรุ่น




ในส่วนการเปลี่ยนแปลงของ"อีซูซุมิว-เซเว่น ซูเปอร์ แพลททินั่ม ใหม่!"
ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

-กันชนหน้าใหม่
-ขอบสคูปฝากระโปรงหน้าสีเงินใหม่
-กระจกมองข้างและมือจับประตูแบบโครเมี่ยมใหม่
-ล้ออะลูมินั่มอัลลอยด์ปัดเงา


ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งใหม่ด้วยเพิ่ม ลายไม้ใหม่ (Giallo Walnut) ลงตัวกับชุดโครเมี่ยม Platinum Package
เข้มสปอร์ต พร้อมชุด Platinum Entertainment ต้นแบบของระบบความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบ
เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Kenwood พัฒนาอีกขั้นเพื่อความสะดวกสบายอีกระดับกับฟังค์ชั่นเมนูภาษาไทยใหม่ ใช้งานง่าย
เล่นได้ทั้ง DVD/VCD/MP3/WMA และ DivX สามารถเชื่อมต่อ iPod, iPhone และเครื่องเล่น MP3
อีกทั้งยังรองรับ TV Tuner เพิ่มเติมได้อีกด้วย พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย Built-in Bluetooth
สามารถโทรออกได้เพียงกดหมายเลขโทรศัพท์จากหน้าจอ พร้อมจอ LCD ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว
บนเพดานห้องโดยสาร ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ความบันเทิงอื่นได้
กล้องมองภาพขณะถอยจอด Rear View Camera จาก Kenwood เพิ่มความมั่นใจขณะถอยจอด ปลอดภัย


ตอนนี้ผมขออธิบายระบบเพื่อนนำทางอัจฉริยะ "ไอ-จินนี่"

ระบบเพื่อนนำทางอัจฉริยะ "ไอ-จินนี่" หรือ i-GENii (Genius Exploring Network Interactive Intelligence)
ซูเปอร์เทคโนโลยีนำทางอัจฉริยะล่าสุดจากอีซูซุ นำทางผ่านดาวเทียม เพื่อให้ผู้ใช้รถอีซูซุ ซูเปอร์ แพลททินั่ม ใหม่!
สามารถค้นหาจุดหมายตามที่ต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส (Touch Screen) ใช้งานง่ายด้วยเมนูภาษาไทย
อธิบายเส้นทางทุกระยะด้วยเสียงพูด ลดปัญหาเรื่องหลงทาง ช่วยวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้
โดยระบบจะคำนวณเลือกเส้นทางในการเดินทางที่เหมาะสมเพื่อการขับขี่ที่ประหยัด น้ำมันกว่า และประหยัดเวลายิ่งขึ้น
อีกทั้งช่วยหาสถานที่สำคัญยามฉุกเฉินได้ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีบริการน้ำมัน
นอกจากนี้ยังมอบความปลอดภัยอีกระดับ มั่นใจกว่า แม้จะขับไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
ด้วยหน้าจอแสดงลักษณะถนนล่วงหน้าที่อาจเป็นอันตราย เช่น ทางโค้งหักศอก เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสามารถอัพเดทข้อมูลการเดินทางใหม่ได้ตลอดเวลา


สนุนราคาของดีแมคซ์และมิว-7 ซูเปอร์ แพลททินั่ม
ราคาปรับเพิ่มจากรุ่นเดิมประมาณ 5,000 - 7,000 บาท ส่วนรุ่นที่เสริมระบบนำทาง "ไอ-จินนี่"
เข้าไปจะต้องเพิ่มเงินอีก 24,000 บาท ในตัวถังสเปซแค็บ และ 25,000
ในตัวถังดับเบิลแค็บ(ใส่ "ไอ-จินนี่”เข้าไปในรุ่นเดิมที่มีจอแสดงผล ดีวีดีและกล้องถอยหลังอยู่แล้ว)
ขณะที่ มิว-7 ซูเปอร์ แพลททินั่ม จะใส่ "ไอ-จินนี่”เป็นมาตรฐานทุกรุ่น ราคาเพิ่ม 24,000 บาท


สำหรับ"อีซูซุดีแมคซ์ ซูเปอร์ แพลททินั่ม ใหม่!" และ "อีซูซุมิว-เซเว่น ซูเปอร์ แพลททินั่ม ใหม่!"
จะขึ้นโชว์รูมในวันที่28 กันยายนนี้ พร้อมพบกิจกรรมพิเศษได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศถึงวันที่ 31 ตุลาคม


๑๕ กันยายน ๒๕๕๒

มันมาแล้ว!!MITSUBISHI LANCER EXขายจริง16ตุลาคมนี้

มันมาแล้ว!!MITSUBISHI LANCER EXขายจริง16ตุลาคมนี้

การรอคอยสิ้นสุดลงแล้วเสียที เมื่อ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย
จัดงานเแถลงข่าวแนะนำรถเก๋งรุ่นใหม่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์
เช้าวันนี้ 15 กันยายน 2009 และพร้อมเปิดรับจองที่โชว์รูมทั่วประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนนี้ ก่อนเปิดขายทางการ 16 ตุลาคม เป็นต้นไป

มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จัดงานแถลงข่าวแนะนำมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ซึ่งจะเปิดรับจองล่วงหน้าตั้งแต่ 16 กันยายนนี้
ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 9 ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์
ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมาพร้อมแนวคิด "Sensational Intelligence”
ที่ให้ลูกค้าได้มากกว่าทั้งในเรื่องของความทันสมัยและอัจฉริยะในการขับขี่
โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 ขนาด ที่ให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม

ได้แก่ เครื่องยนต์ Flexible Fuel Vehicle หรือ FFV ขนาด 1.8 ลิตร จำนวน 3 รุ่น
รองรับการใช้น้ำมันได้หลากหลายตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85
และ
เครื่องยนต์ ขนาด 2.0 ลิตร รองรับถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 พร้อมตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 831,000 บาท ถึง1,034,000 บาท
ทั้งนี้เพื่อสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจให้กับลูกค้า
บริษัทฯ ยังได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับทุกส่วนของการดำเนินงานทั้งด้าน การขาย การบริการ และอะไหล่
รวมทั้งจัดกิจกรรมการขายและกิจกรรมทางการตลาด ตลอดจนการใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงกับลูกค้า
กลุ่มเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน โดยมั่นใจว่าจะมียอดจองรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์
เกินเป้าการขายที่ตั้งไว้จำนวน 4,000 คัน ภายใน 6 เดือนแรกอย่างแน่นอน

“แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เจนเนอเรชั่นที่ 9 เป็นรถคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับโลกทั้งในเรื่องระบบความปลอดภัย
ความสะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้สมรรถนะที่เป็นเยี่ยมตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ
เราพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นรถเก๋งรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่าทั้งในแง่ของ การใช้งานและความรู้สึก
โดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนตัวตนของรถเก๋งสไตล์มิตซูบิชิที่ให้ความ ประทับใจทั้งในแง่ความรู้สึก
การใช้งานสำหรับทุกความต้องการ และความปลอดภัยในการขับขี่ซึ่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต
รวมทั้งประสิทธิภาพในการควบคุมและตอบสนองโดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ใน
ขณะขับขี่ที่สะท้อนความเป็นมิตซูบิชิ จากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ที่พรั่งพร้อมไปด้วยนวัตกรรมรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะสามารถตอบสนอง
ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์กลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน “ มร.มูราฮาชิ กล่าว
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการออกแบบที่สานต่อภาพลักษณ์ของรถเก๋งสไตล์สปอร์ตของ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดย ประกอบไปด้วยรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยเสริม
“คุณค่าด้านอารมณ์” สำหรับลูกค้าผู้ชาญฉลาดที่ให้ความสำคัญทั้งกับความทันสมัย สมรรถนะ
และความอัจฉริยะในการขับขี่ ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นหลัก โดยสะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าด้านเหตุผล” ด้วยรูปลักษณ์สวยงาม
เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของรถยนต์กลุ่มนี้

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เร้าใจ และสะท้อนความแข็งแกร่ง
ด้วยการผสมผสานระหว่างห้องโดยสารขนาดใหญ่สไตล์สปอร์ตและตัวถังที่กว้างขึ้น
ร่วมกับการออกแบบด้านหน้าตัวรถให้ลาดเอียงลงรับกับกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ
ในขณะที่การออกแบบภายในเน้นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานและความทัน สมัยในทุกๆส่วน
ของตัวรถ แผงคอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบายที่สุดในรถระดับเดียวกันพร้อม
การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ เพิ่มความสะดวกสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ทั้งในเรื่องของการใช้งาน ทัศนวิสัย
และการมองเห็น นอกจากนี้ระยะฐานล้อรถที่กว้างขึ้น ทำให้ได้การทรงตัวและการตอบสนองของรถที่ดียิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ออกแบบให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร
เครื่องยนต์ใหม่ ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มีขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 2.0 ลิตร DOHC MIVEC
พร้อมเสื้อสูบอลูมิเนียม ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ทำงานคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT INVECS-III
สปอร์ตโหมด 6 จังหวะ ของมิตซูบิชิ
ที่ให้สมรรถนะพร้อมการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น 1.8 ลิตร ที่ถือเป็นรถ FFV
รุ่นแรกที่ผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยซึ่งรองรับน้ำมันเชื้อ
เพลิงได้ทุกประเภทตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงแก๊สโซฮอล์ อี 85 ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร
รองรับได้ถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้พัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV โดยได้มีการปรับโครงสร้างทางวิศวกรรมทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้รองรับน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอี 85 ที่มีปริมาณการกัดกร่อนสูง
โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมัน
ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง วาล์วและบ่าวาล์ว ท่อส่งน้ำมัน และหัวฉีด ซึ่งทำจากโลหะ ยาง และพลาสติก
เพื่อให้สามารถทนต่อการกัดกร่อนดังกล่าวได้ ในขณะที่สมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ INTELLIGENT ECU
จะทำการตรวจสอบและปรับอัตราการฉีดจ่ายน้ำมันและระยะเวลาในการจุดระเบิดเชื้อ
เพลิงโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุดในทุกครั้งที่เติมน้ำมันไม่ว่าจะเป็นเบนซิน
หรือแก๊สโซฮอล์ อี 10 ไปจนถึง อี 85 ก็ตามจากโครงสร้างที่แข็งแกร่งพร้อมระบบความปลอดภัยที่
ช่วยลดความเสียหายเมื่อ เกิดอุบัติเหตุที่เป็นเยี่ยม รวมไปถึงระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่
มีส่วนช่วยทำให้การทรงตัวและการตอบสนองของรถ รวมไปถึงความปลอดภัยที่เหนือกว่า
การปรับปรุงความปลอดภัยจากการรับแรงกระแทก รวมทั้งตัวถังนิรภัย RISE Body ระบบถุงลมนิรภัยด้านคนขับ
และผู้โดยสารตอนหน้า รวมไปถึงระบบเพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (AFS)*
ที่ช่วยเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน ถือเป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัย
และลดผลกระทบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
* เฉพาะรุ่น GT







การออกแบบ …โดดเด่นสะท้อนภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตของมิตซูบิชิ

โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ....สะท้อนความปราดเปรียวและหรูหรา

แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของรถเก๋งจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จากการออกแบบโฉมหน้าใหม่
โดดเด่นด้วยเส้นสายที่สะท้อนความปราดเปรียว สมรรถนะ และความล้ำสมัย บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของมิตซูบิชิได้เป็นอย่างดี ด้วยส่วนหน้าที่ลาดเอียงลงตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบกับเส้นสายเรียบง่ายของฝากระโปรงรถที่ยังให้
ความปลอดภัยไปถึงคนเดินถนน พร้อมกระจังหน้าใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูช่วยเสริมให้รถดูปราดเปรียวและล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น
ด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ทำให้มิตซูบิชิ แลนซอร์ อีเอ็กซ์ เหนือกว่าในเรื่องอากาศพลศาสตร์
(โดยให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เพียง 0.29) โดยรุ่น GT GLS-Ltd. และ GLS มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียม
ไฟตัดหมอกหน้า และปลายท่อสเตนเลส พร้อมเสริมอารมณ์สปอร์ตให้กับรุ่น GT ยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง
เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วยไฟหน้า 2 สไตล์ รูปทรงใหม่ ดุดัน ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน
ได้แก่ ไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ แบบฮาโลเจน สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ รุ่น GLX และไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์
แบบไบซีนอน (Bi-Xenon) พร้อมระบบปรับระดับลำแสงไฟหน้าและระบบเพิ่มความส่องสว่างด้านข้างขณะเข้าโค้ง (AFS)
สำหรับรุ่น GT ในขณะที่ด้านหลังตัวรถออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ กว้างขึ้น
พร้อมจัดวางแนวเฉียงขึ้นช่วยให้เห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม และยังช่วยเสริมให้มีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัยยิ่งขึ้น
โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยด์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแลนเซอร์ อีเอ็กซ์
สะท้อนภาพลักษณ์ของสมรรถนะที่แข็งแกร่งและการทรงตัวที่เป็นเยี่ยม
โดยในเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร FFV รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และรุ่น GLX ใช้ล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว
ในขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยด์ ขนาด 18 นิ้ว ใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน





การออกแบบภายใน ....เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

จากการออกแบบที่ยึดความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลัก ทำให้ได้มาซึ่งห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น
รับกับฟังก์ชั่นการใช้
งานที่ให้ความรู้สึกที่เหนือกว่าในทุกๆ ส่วนไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งคนโดยสารหรือคนขับ
ห้องโดยสารกว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันถึง 1,985 มม. ถูกออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์
ในขณะที่ความสูงของห้องโดยสารตอนหน้าอยู่ที่ 905 มม. ให้ความโอ่โถงสบายเทียบเท่ารถยนต์ซีดานขนาดใหญ่
แผงคอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบาย ผนวกกับการออกแบบในส่วนรายละเอียดเพื่อให้ความสะดวกสูงสุด
ทั้งในด้านการขับขี่ ทัศนวิสัย และการมองเห็น เพิ่มอารมณ์สปอร์ตและเสริมความโดดเด่นของ
ห้องโดยสารยิ่งขึ้นด้วยชุดอุปกรณ์ หุ้มหนัง** แอร์อัตโนมัติ** และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น *
แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมห้องโดยสาร 2 แบบ 2 สไตล์ ได้แก่ ห้องโดยสารโมโนโทนสีดำสไตล์สปอร์ตในรุ่น GT และ GLS-Ltd. และห้องโดยสารแบบทูโทน สีดำ-เบจในรุ่น GLS และ GLX ให้ความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลาย
เพิ่มความเท่ และสบายยิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังแบบสปอร์ตใน รุ่น GT และ GLS-Ltd. และเบาะผ้าสีเบจสองสไตล์ ในรุ่น GLS และ GLX พร้อมความพิถีพิถันในการออกแบบเบาะนั่งด้านหน้าใหม่ เพื่อความรู้สึกกระชับและสบายกว่าในขณะนั่ง
รวมทั้งช่วยในการลดแรงกระแทก ในขณะที่เบาะหลังมีขนาดใหญ่ พร้อมพนักพิงศีรษะ 3 ตำแหน่งในรุ่น GT และ GLS-Ltd.
เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังสามารถปรับพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรทุกสัมภาระ
จอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ทันสมัย ด้วยจอแสดงผลเรืองแสงสีแดงแบบ LED
ง่ายต่อการอ่านและการใช้งานขณะขับขี่รถ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น แสดงผลข้อมูลได้หลากหลาย
ทั้งความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางขับขี่ที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง และ
ระบบเตือนการบำรุงรักษา อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอกตัวรถ
รวมไปถึงการเตือนต่างๆเมื่อมีความผิดปกติของระบบต่างๆ


เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก...เพื่ออรรถประโยชน์สูงสุดในการขับขี่

แลนเซอร์ อีเอ็กซ์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT ใช้ระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น เทคโนโลยีที่ตอบสนองทุกการเดินทาง สามารถเลือกปรับการใช้งานหลากหลายได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อการควบคุมที่ดีกว่า ทั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงที่ง่ายต่อการปรับ เลือกเพลงและระบบเสียง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
(Cruise Control) เพื่อการควบคุมความเร็วให้คงที่เพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการขับขี่ระยะทางไกลๆ
เพิ่มประโยชน์ใช้สอยในทุกตารางนิ้วด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของขนาดใหญ่ พร้อมช่องวางขวดน้ำบริเวณข้างประตู
ถาดเก็บของและกล่องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แบบมีฝาปิดที่คอนโซลกลาง
ในขณะที่เบาะหลังมาพร้อมที่พักแขน ที่วางแก้ว และช่องเก็บข้องบริเวณประตูหลัง
เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงวิทยุซีดี MP3 แบบ 6 แผ่น พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น GT
รุ่น GLS-Ltd. และ GLS ในขณะที่รุ่น GLX มาพร้อม วิทยุซีดี MP3 แบบ 1 แผ่น พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง
เพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้นด้วยระบบกุญแจรีโมท พร้อมระบบควบคุมการปลดล็อกฝากระโปรงท้าย
นอกจากนี้รถทุกรุ่นยังติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยอัจฉริยะ
Mitsubishi Motors ETACS (Electric Total Automobile Control System) ซึ่งควบคุมระบบไฟฟ้าต่าง ๆ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบปิดไฟหน้าและไฟในห้องโดยสารอัตโนมัติ ระบบสัญญาณกันขโมย**
ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในรถ





ระบบขับเคลื่อน ...เทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ทั้งสมรรถนะที่โดดเด่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ขนาดเล็กและเบา
บล็อก 4B10 ขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 4B11 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC MIVEC
ล้ำหน้ากับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ด้วยเสื้อสูบอลูมิเนียม ฝาครอบวาล์วแบบพลาสติกพิเศษ
พร้อมโครงสร้างการวางท่อร่วมไอเสียไว้ด้านหลัง และการติดตั้งแผ่นสแตนเลสครอบท่อร่วมไอเสียโดยรอบ
เพื่อป้องกันความร้อน
มาพร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วทั้งไอดีและไอเสียให้แปรผัน
สัมพันธ์กับอัตราเร่งในทุกๆรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพการขับขี่ จึงให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม
ระบบเกียร์อัจฉริยะ CVT พร้อมติดตั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III แบบ 6 จังหวะ
เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต และเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Sport Mode ให้การปรับเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลและแม่นยำ
เหมาะสมในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน ตอบสนองทุกอัตราเร่ง พร้อมการประหยัดน้ำมัน


มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ รุ่น 1.8 ลิตร ถือเป็นรถยนต์ FFV รุ่นแรกที่ผลิตจำนวนมากเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยติดตั้ง
เครื่องยนต์ทัน สมัยรองรับได้ทั้งน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลล์ทุกชนิดจนถึง E85 ทั้งนี้เพื่อตอบสนองนโยบายด้านพลังงานและ
สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลในฐานะวาระ แห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
มั่นใจในสมรรถนะแม้เติมน้ำมันที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน 100 % ไปจนถึงน้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล (แก๊สโซฮอลล์)
ได้ทุกสัดส่วนตั้งแต่ E0 ถึง E85 เพราะด้วยสมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ “INTELLIGNET ECU”
ระบบจะทำการตรวจวิเคราะห์และคำนวณสัดส่วนของเอทานอลที่มีอยู่ในถังน้ำมัน เชื้อเพลิง
และปรับการฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศที่
เหมาะสมที่สุดในทุกสภาวะของเครื่องยนต์ โดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุด

เครื่องยนต์
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงที่ 139 แรงม้า
ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร
ที่ 4,200 รอบต่อนาที


รุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งรองรับทั้งเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ E10 และ E20
ให้กำลังสูงสุด 154 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 198 นิวตัน-เมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ทุกรุ่นผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4




ระบบช่วงล่าง...ใหม่ แข็งแกร่ง อีกระดับของการควบคุมและเสถียรภาพในการขับขี่

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ติดตั้งระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยส์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
และช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์พร้อมคอยส์สปริง และเหล็กกันโคลง ช่วยให้รถมีการทรงตัวเป็นเยี่ยมและง่ายต่อการควบคุม
ยิ่งไปกว่านั้นในรุ่น GT ยังมีการติดตั้งเหล็กค้ำโช้คหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งเมื่อใช้ ความเร็วสูง
เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและการควบคุมที่ดีที่สุด รวมไปถึงการทรงตัวและความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น
แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ จึงมาพร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้วและ 18 นิ้ว โดยในรุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาดใหญ่สุดใน
รถระดับเดียวกัน แบบ 10 ก้านขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 215/45R18
เพิ่มการยึดเกาะถนนและการเข้าโค้งพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยม
ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. GLS และ GLX
มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางแบบ 205/60 R16

เพื่อความแม่นยำในการเข้าโค้งและสะดวกสบายในการขับขี่
โดดเด่นด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบที่สุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร
เพิ่มความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แม้จะมีห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันก็ตาม

มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย...ได้มาตรฐานโลก

ตัวถังของรถมิตซูบิชิแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ RISE body เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคานเหล็กนิรภัยในประตู นอกจากนี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยส่วนรับแรงกระแทกด้านข้างแบบ Ultra High Tensile Steel จึงทำให้สามารถปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) ระบบสัญญานกันขโมย**
และมั่นใจยิ่งกว่าด้วยระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA)
ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า** และระบบเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง**
อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกด้วยดิสก์เบรกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับ ล้อขนาด15 นิ้วขึ้นไป
สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX
พร้อมรองรับล้อขนาด 16 นิ้วขึ้นไปสำหรับรุ่น GT
ด้วยเบาะนั่งคู่หน้าสไตล์สปอร์ตที่ได้รับการออกแบบเฉพาะช่วยปกป้องอันตราย
ที่จะเกิดกับคอ
ในขณะที่ฝาประโปรงและกันชนหน้ามาพร้อมโครงสร้างที่จะช่วยซึมซับแรงกระแทก
เพื่อลดการบาดเจ็บรวมทั้งปกป้องคนเดินถนน
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ
ช่วยลดแรงกระแทกจากการชนเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า
รวมทั้งลดอาการบาดเจ็บที่หน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รุ่น GT มาพร้อมไฟหน้าติดตั้งระบบเพิ่มความสว่างขณะเข้าโค้ง (AFS)
ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการมองเห็นสำหรับการขับขี่ยามค่ำคืน
* เฉพาะรุ่น GT
** ยกเว้นรุ่น GLX




มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มี 4 รุ่นให้เลือก เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยมี 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย
- สีแดง
-สีบรอนซ์เงิน
-สีบรอนซ์ทอง
-สีเทาดำ
-สีดำ
ราคา
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์

1. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLX ราคา 831,000 บาท
2. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS ราคา 886,000 บาท
3. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS-Ltd. ราคา 899,000 บาท
4. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 2.0 MIVEC GT ราคา 1,034,000 บาท

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เตียมเปิดให้จองในวันที่16กันยายน2552
เริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่16ตุลาคม2552


โดย
มิตซูบิชิ มอเตอร์ ปะเทศไทยได้ตั้งเป้าไว้ที่4,000คันภายใน4เดือน(กันยายน2552-มีนาคม2553)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ Sensational Intelligence